21 กรกฎาคม 2569

ไม่ใช่แค่รักษา แต่ต้อง "ป้องกัน"โรคไข้กาฬหลังแอ่น

image

สถานการณ์ ณ วันนี้ ของโรคไข้กาฬหลังแอ่นและคำแนะนำเรื่อง “วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น” ในเด็กไทยจากข่าวสถานการณ์การระบาดของโรค ที่ทำให้มีเด็กวัยรุ่น เสียชีวิตในต่างประเทศนั้น ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และแนวทางการป้องกันโรคด้วยวัคซีนในปัจจุบัน ซึ่งบทความให้ความรู้โดย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ (ว 34129) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายเกี่ยวกับอาการของโรค แนวทางการรักษา และวัคซีนป้องกันวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น เพื่อนำไปใช้ดูแลตนเองและคนที่คุณรัก เพราะในโลกของโรคไข้กาฬหลังแอ่น 'ความรู้' คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ที่จะช่วยเปลี่ยนจากความตื่นตระหนก เป็นการรับมือที่รวดเร็วและรักษาชีวิตได้ทันเวลา

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) 
ไม่ได้เกิดจากเชื้อเพียงชนิดเดียว แต่พบว่าสามารถเกิดได้จากหลายเชื้อทั้งไวรัส และแบคทีเรีย ปัจจุบัน โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่มีวัคซีนป้องกันแล้ว มี 3 ชนิด คือ ไข้กาฬหลังแอ่น IPD และ Hib ทั้งนี้ IPD และ Hib ในเด็ก เป็นวัคซีนที่มีการฉีดกันอย่างแพร่หลายมากแล้วในปัจจุบัน
โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเยื่อหุ้มสมอง ชื่อว่า Neisseria meningitidis มีหลายสายพันธุ์ เช่น A, B, C, W, Y ซึ่งแต่ละประเทศมีการระบาดต่างสายพันธุ์กัน ในไทยพบมีรายงานของสายพันธุ์ B บ้าง แต่พบไม่บ่อย โรคนี้ไม่ใช่โรคพบใหม่แต่พบระบาดในประเทศไทยน้อยมาก ในขณะที่ตอนนี้มีข่าวการระบาดของสายพันธุ์ B ที่ต่างประเทศเช่นกัน โดยแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอย่างเงียบ ๆ ในโพรงจมูกและลำคอของมนุษย์อยู่แล้ว จึงมีคนประมาณ 10-20% เป็น "พาหะ" คือ มีเชื้อในคอแต่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้โดยมีระยะฟักตัว 2-10 วัน ติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ละอองฝอยน้ำลาย" ในระยะใกล้ชิด (Close Contact) เช่น การไอ จาม การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การใช้ช้อนร่วมกันหรือ แม้กระทั่งการจูบ
อาการสำคัญของโรคมีดังนี้
1. ไข้ คือ มีอาการเหมือนไข้หวัด มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว (แต่ทรุดไวกว่า)
2. รอยโรคที่ผิวหนัง คือ ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ จากการที่เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก (Purpura Fulminans)
3. กล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังเกิดการเกร็งตัวอย่างรุนแรง คือ มีอาการปวดหัวมาก คอแข็ง หลังแข็งและเกร็งแอ่นไปข้างหลังโดยไม่รู้สึกตัว (Opisthotonus) แพ้แสง ซึมลง สับสน
ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการลุกลามได้รวดเร็วมาก บางรายอาการทรุดหนักภายในเวลาไม่นาน จากภาวะช็อก คือ มือเท้าเย็นจัดแต่ตัวร้อนจัด ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ความดันตก และมีโอกาสเสียชีวิตได้ ส่วนเด็กที่รอดชีวิต ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น อาการพิการทางสมอง สูญเสียการได้ยิน หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ของร่างกายได้
ในปัจจุบันการรักษาประกอบด้วย
1. การให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที โดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อ
2 การประคับประคองอาการร่วมและภาวะช็อก โดยให้สารน้ำทางหลอกเลือดดำอย่างเต็มที่ หรือใช้ยากระตุ้นความดัน เพื่อรักษาอวัยวะสำคัญ เช่น ไตและหัวใจ
3. การลดการอักเสบในสมอง โดยการใช้ยาสเตียรอยด์ เพื่อลดการบวมของสมองจากการอักเสบ
ที่สำคัญ คือ การแยกกักโรคโดยผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ จะต้องอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ส่วน "คนที่ใกล้ชิดผู้ป่วย" จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะกินเพื่อป้องกันโรค (Chemoprophylaxis) ตามคำแนะนำของแพทย์และ “วัคซีน” เองจะเป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคในเด็กในพื้นที่เสี่ยงระบาดได้มาก ๆ 
วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นมี 2 ชนิด
1. วัคซีนป้องกัน "สายพันธุ์ A, C, W, Y" ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพียง 1 เข็ม
เหมาะสำหรับ เด็กหรือผู้ที่จะเดินทางไป ซาอุดิอาระเบีย (พิธีฮัจน์/ อุมเราะห์) หรือแอฟริกา
2. วัคซีนป้องกัน "สายพันธุ์ B" ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน 
เหมาะสำหรับ เด็กที่จะไปเรียนต่อในอังกฤษ/ ยุโรป/ อเมริกา หรืออาจเป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่อยู่ในประเทศไทย มีความเสี่ยงสูงแล้วต้องการฉีดวัคซีนได้ ซึ่งแนะนำให้ฉีดเลยในเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น ภูมิคุ้มกันต่ำ ตัดม้ามไปแล้วหรือม้ามทำงานไม่ปกติ 
เด็กปกติ แข็งแรงดี เป็นเพียงวัคซีนทางเลือก สามารถพิจารณาฉีดได้ ดังนี้
• ฉีด 3 เข็ม (อายุ 2, 4 เดือน) ถ้าเริ่มฉีดที่อายุน้อยกว่า 2 ปี และกระตุ้นอีก 1 เข็ม หลังอายุ 1 ปี
• ฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 2 เดือน ถ้าเริ่มฉีดที่อายุมากกว่า 2 ปี
เด็กโต/ วัยรุ่น อายุ 10–18 ปี ที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือ เข้าพื้นที่เสี่ยงการระบาดแนะนำฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 1 เดือน
แม้วัคซีนชนิดนี้จะไม่ได้มีภูมิต้านทานอยู่ตลอดชีวิต แต่มีภูมิต้านทานสูงหลายปีสามารถช่วยลดอัตราการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นในเด็กแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว สามารถพิจารณารับวัคซีนในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงได้
อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ คือ การมีไข้ แนะนำให้กินยาลดไข้พาราเซตามอน ต่อเนื่องทุก 4-6 ชม. หลังได้รับวัคซีนได้เลย หากไม่แน่ใจว่าเด็กน้อยในครอบครัวเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น ณ ตอนนี้หรือไม่ สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมกับกุมารแพทย์
อย่างไรก็ดี การรับวัคซีน ถูกชนิด ถูกเวลา คือ ทางเลือกที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค ทั้งนี้ แผนกสุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ. 2025, AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services: ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์ ค.ศ. 2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

 

ข่าวล่าสุด

มธ. เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration” สืบสานพระปณิธาน ถ่ายทอดแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นใหม่

มธ. เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration” สืบสานพระปณิธาน ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระวิริยอุตสาหะและพระกรณียกิจ สู่คนรุ่นใหม่

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่เรียนรู้ ปั้น "มัคคุเทศก์น้อย" สู่เจ้าบ้านที่ดีรองรับเมืองท่องเที่ยว

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่เรียนรู้ ปั้น "มัคคุเทศก์น้อย" สู่เจ้าบ้านที่ดีรองรับเมืองท่องเที่ยว

12 ปีที่คิดถึง! จีจ้า-อาไท กลมกิ๊ก พร้อมคนบันเทิง-ลูกศิษย์ร่วมทำบุญรำลึก "พันนา ฤทธิไกร"

12 ปีที่คิดถึง! จีจ้า-อาไท กลมกิ๊ก พร้อมคนบันเทิง-ลูกศิษย์ร่วมทำบุญรำลึก "พันนา ฤทธิไกร"